2008/Oct/07

ไฟรั่วช็อร์ตดร.กระทรวงวิทย์ดับ

ขณะปิดเบรกเกอร์เตรียมไปทำงาน

ไฟช็อร์ตดร.กระทรวงวิทย์ดับคาบ้านพัก ขณะปิดเบรกเกอร์เตรียมออกไปทำงาน คาดไฟรั่ว

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 14 สิงหาคม พ.ต.ท.สำรวย แสนสม พนักงานสอบสวน (สบ 2) สน.โชคชัย รับแจ้งเกิดเหตุเพลิงไหม้มีผู้เสียชีวิต เลขที่ 55/116 หมู่ 3 หมู่บ้านทองสถิตย์ ซอยรามอินทรา 34 แยก 20 แขวงจรเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพมหานคร จึงไปตรวจสอบพร้อม พ.ต.อ.กัมปนาท โสภโณดร ผกก. เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) แพทย์ และเจ้าหน้าที่บรรเทาสาธารณภัย

ที่เกิดเหตุเป็นบ้านเดี่ยว 2 ชั้น พื้นที่ประมาณ 50 ตารางวา เพลิงลุกไหม้บริเวณชั้น 1 ใกล้บันได จึงระดมฉีดน้ำจนควบคุมเพลิงไว้ได้ ตรวจสอบภายในพบศพ ดร.ราเชนทร์ ศรีภูมินทร์ อายุ 51 ปี เจ้าของบ้าน สภาพถูกไฟคลอกไหม้เกรียม สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว กางเกงสแล็คสีดำ และพบเครื่องตียุงไฟฟ้าตกอยู่ มีร่องรอยถูกไฟไหม้เสียหาย ที่สวิตช์ไฟริมกำแพงข้างบันไดทางขึ้นเป็นรอยไฟไหม้เสียหายทั้งบ้าน ที่พื้นมีกองหนังสือ และเอกสารจำนวนหนึ่งถูกไฟไหม้เสียหาย

สอบสวนทราบว่า ดร.ราเชนทร์ เป็นหัวหน้าฝ่ายภาพถ่ายดาวเทียม สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอากาศและภูมิสารสนเทศ (สทอท.) สังกัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ ก่อนเกิดเหตุผู้ตายกำลังจะออกไปทำงาน พร้อม ดร.นิรมล ศรีภูมินทร์ อายุ 49 ปี ภรรยา ซึ่งทำงานในระดับหัวหน้าอยู่ที่เดียวกัน ซึ่งยืนรออยู่หน้าบ้าน ระหว่างนั้น ดร.ราเชนทร์ เดินเข้าไปปิดสวิตช์ไฟที่เบรกเกอร์ภายในบ้าน สันนิษฐานน่าจะเกิดไฟรั่วจนดูด ดร.ราเชนทร์ ประกายไฟบางส่วนได้ลุกลามติดเสื้อผ้า และผนังห้อง รวมถึงกองเอกสารที่วางอยู่จนทำให้เกิดเพลิงลุกไหม้ จากนั้น ดร.นิรมล จึงตะโกนเรียกเพื่อนบ้านให้มาช่วยเหลือ แต่ไม่ทันการณ์

ด้านเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย กล่าวว่า เพื่อนบ้านของผู้ตาย ได้มาเรียกและบอกว่ามีไฟไหม้เกิดขึ้น จึงถือถังดับเพลิงจะเข้าไปดับไฟ แต่พบว่าประตูด้านหน้าล็อคอยู่ จึงใช้ไม้เขี่ยผ่านหน้าต่างเอากุญแจที่วางอยู่มาเปิดประตู จากนั้นจึงใช้ถังดับเพลิงฉีดจุดเกิดเหตุ พบว่ามีผู้ตายนอนอยู่ และเสียชีวิตแล้ว

ด้านแพทย์โรงพยาบาลตำรวจ ซึ่งมาตรวจสอบเปิดเผยว่า บริเวณมือขวามีรอยไหม้ และมีเครื่องตียุงไฟฟ้าตกอยู่ ส่วนสาเหตุการเสียชีวิต น่าจะมาจากหัวใจล้มเหลวจากไฟฟ้าดูด ซึ่งต้องส่งศพไปตรวจสอบที่สถาบันนิติเวชฯ อย่างละเอียดอีกครั้ง

นายชาญชัย เพียรวิจารณ์พงศ์ รองผู้อำนวยการ สทอภ. กล่าวว่า เรื่องที่เกิดขึ้นเป็นอุบัติเหตุ เบื้องต้น สทอภ.เป็นเจ้าภาพในคืนวันที่ 15 สิงหาคม นี้ ที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ จ.นนทบุรี โดยจะทำพิธี 1 คืน จากนั้นครอบครัวนายราเชนทร์จะเคลื่อนศพไปทำพิธีที่บ้านเกิด จ.เชียงใหม่

ดร.ราเชนทร์ เป็นนักวิจัยคนแรกที่สามารถนำภาพถ่ายดาวเทียมแผนที่ของประเทศไทย ที่กระจัดกระจายมารวบรวมเป็นภาพใหญ่ ที่เรียกว่า โมเสท (Mosaic) ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ถือเป็นข้อมูลต้นน้ำในการนำไปต่อยอดวิเคราะห์ว่า ผืนแผ่นดินไทยมีอะไรบ้าง นายชาญชัยกล่าว และว่า ขณะนี้ได้ติดต่อนางนิรมล เพื่อให้ความช่วยเหลือในเรื่องสวัสดิการ และกองทุนต่างๆ แล้ว

2008/Oct/07

ไฟฟ้าช็อตเผาชุมชนวัดแคใต้

10 พฤษภาคม 2551 00:20 น.

กรุงเทพฯ - ตำรวจ สน.สามเสน รับแจ้งเมื่อเวลา 11.30 น.วันที่ 9 พ.ค. เกิดเหตุไฟไหม้ในชุมชนวัดสวัสดิ์วารีสีมาราม หรือวัดแคใต้ ถ.นครชัยศรี แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต ในที่เกิดเหตุซึ่งเป็นชุมชนแออัด เจ้าหน้าที่ดับเพลิงใช้เวลาเกือบ 1 ชั่วโมง จึงควบคุมเพลิงไว้ได้โดยไม่มีผู้ใดเสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ ตรวจสอบพบว่า มีบ้านเรือนประชาชนถูกไฟเผาวอดไปทั้งหมด 10 หลังคาเรือน เบื้องต้นตำรวจคาดว่าเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

edit @ 7 Oct 2008 04:01:12 by Electrical Systems AnD Safety

edit @ 7 Oct 2008 04:01:52 by Electrical Systems AnD Safety

edit @ 12 Oct 2008 22:28:32 by Electrical Systems AnD Safety

2008/Oct/07

วิธีติดตั้งระบบสายดินที่ถูกต้อง

1.จุดต่อลงดินของระบบไฟฟ้า (จุดต่อลงดินของเส้นศูนย์หรือนิวทรัล) ต้องอยู่ด้านไฟเข้าของเครื่องตัดวงจรตัวแรกของตู้เมนสวิตช์
2.ภายในอาคารหลังเดียวกันไม่ควรมีจุดต่อลงดินมากกว่า 1 จุด
3.สายดินและสายเส้นศูนย์สามารถต่อร่วมกันได้เพียงแห่งเดียวที่จุดต่อลงดินภายในตู้เมนสวิตช์ ห้ามต่อร่วมกันในที่อื่น ๆ อีก เช่น ในแผงสวิตช์ย่อยจะต้องมีขั้วสายดินแยกจากขั้วต่อสายศูนย์ และห้ามต่อถึงกันโดยมีฉนวนคั่นระหว่างขั้วต่อสายเส้นศูนย์กับตัวตู้ซึ่งต่อกับขั้วต่อสายดิน
4.ตู้เมนสวิตช์สำหรับห้องชุดของอาคารชุดและตู้แผงสวิตช์ประจำชั้นของอาคารชุดให้ถือว่าเป็นแผงสวิตช์ย่อย ห้ามต่อสายเส้นศูนย์และสายดินร่วมกัน
5.ไม่ควรต่อโครงโลหะของเครื่องใช้ไฟฟ้าลงดินโดยตรง แต่ถ้าได้ดำเนินการไปแล้วให้แก้ไขโดยมีการต่อลงดินที่
เมนสวิตย์อย่างถูกต้องแล้วเดินสายดินจากเมนสวิตช์มาต่อร่วมกับสายดินที่ใช้อยู่เดิม
6.ไม่ควรใช้เซอร์กิตเบรกเกอร์ชนิด 120/240 V กับระบบไฟ 220 V
เพราะพิกัด IC จะลดลงประมาณครึ่งหนึ่ง
7.การติดตั้งเครื่องตัดไฟรั่ว จะเสริมการป้องกันให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น เช่น กรณีที่มักจะมีน้ำท่วมขัง หรือกรณีสายดินขาด เป็นต้น และจุดต่อลงดินต้องอยู่ด้านไฟเข้าของเครื่องตัดไฟรั่วเสมอ
8.ถ้าตู้เมนสวิตช์ไม่มีขั้วต่อสายดินและขั้วต่อสายเส้นศูนย์แยกออกจากกัน เครื่องตัดไฟรั่วจะต่อใช้ได้เฉพาะวงจรย่อยเท่านั้น จะใช้ตัวเดียวป้องกันทั้งระบบไม่ได้
9.วงจรสายดินที่ถูกต้องในสภาวะปกติจะต้องไม่มีกระแสไฟฟ้าไหล
10.ถ้าเดินสายไฟในท่อโลหะ จะต้องเดินสายดินในท่อโลหะนั้นด้วย
11.ดวงโคมไฟฟ้าและอุปกรณ์ติดตั้งที่เป็นโลหะควรต่อลงดิน มิฉะนั้นต้องอยู่เกินระยะที่บุคคลทั่วไปสัมผัสไม่ถึง (สูง 2.40 เมตร หรือห่าง 1.50 เมตร ในแนวราบ)
12.ขนาดและชนิดของอุปกรณ์ระบบสายดิน ต้องเป็นไปตามมาตรฐานกฎการเดินสายและติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าของการ
ไฟฟ้านครหลวง



ผังแสดงการต่อลงดินและการต่อสายดินของอุปกรณ์ไฟฟ้า

1 = Protective conductor (P.E.) หรือ equipment grounding conductor (EGC) สายดินอุปกรณ์ ไฟฟ้า
2 = main equipotential bonding conductor (สายต่อฝากหลักหรือสายต่อประสานหลัก)
3 = earthing conductor, grounding electrode conductor (สายต่อหลักดิน)
4 = supplementary equipotential bonding conductors, bonding jumper (สายต่อฝาก  หรือสายต่อประสาน)
B = main earthing terminal, main earthing bar, ground bus (ขั้วต่อลงดินหลัก)
M = exposed-conductive-part (โลหะเปลือกนอกของเครื่องใช้ไฟฟ้า)
C = extraneous-conductive-part (ตัวนำหรือโลหะส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า)
P = main metallic water pipe (ท่อน้ำโลหะ)
T = earth electrode (หลักดิน)

2008/Oct/07

ประโยชน์ของสายดิน

    ป้องกันไม่ให้มีผู้ถูกไฟฟ้าดูดกรณีมีกระแสไฟฟ้ารั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้า เนื่องจากกระแสไฟฟ้ารั่วจากเครื่องใช้ไฟฟ้าจะไหลลงดินทางสายดิน โดยไม่ผ่านร่างกายผู้สัมผัสเครื่องใช้ไฟฟ้านั้น เป็นผลทำให้อุปกรณ์ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร และ/หรือไฟฟ้ารั่วจะตัดกระแสไฟฟ้าออกทันที
    เครื่องใช้ไฟฟ้าบางประเภท เช่น คอมพิวเตอร์ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ อุปกรณ์สื่อสารอาจทำงานได้ไม่สมบูรณ์หรือชำรุดได้ง่ายหากไม่มีสายดิน

 

 

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องมี/ไม่มีสายดิน
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทที่ต้องมีสายดิน
    เครื่องใช้ไฟฟ้ารวมทั้งอุปกรณ์ติดตั้งทางไฟฟ้าที่มีโครงหรือเปลือกหุ้มเป็นโลหะ ซึ่งบุคคลมีโอกาสสัมผัสได้ ต้องมีสายดิน เช่น ตู้เย็น, เตารีด, เครื่องซักผ้า, หม้อหุงข้าว, เครื่องปรับอากาศ, เตาไมโครเวฟ, กระทะไฟฟ้า, กระติกน้ำร้อน, เครื่องทำน้ำร้อนหรือน้ำอุ่น, เครื่องปิ้งขนมปัง เป็นต้น เราเรียกครื่องใช้ฯ เหล่านี้ว่าเป็น  เครื่องใช้ไฟฟ้า ประเภท 1
  • เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภทที่ไม่ต้องมีสายดิน
    - เครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท 2 ซึ่งมีสัญลักษณ์ หรือมีเครื่องหมาย   (ควรใช้ไขควงลองไฟทดสอบ ถ้ามีสัญลักษณ์ประเภท 2 แต่ยังมีไฟรั่วก็แสดงว่าผู้ผลิตนั้นผลิตไม่ได้มาตรฐาน และจำเป็นต้องมีสายดิน) ตัวอย่างของเครื่องใช้ฯ ประเภท 2 เช่น วิทยุ, โทรทัศน์, พัดลม เป็นต้น
- เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้กับแรงดันไฟฟ้าไม่เกิน 50 โวลต์ โดยต่อจากหม้อแปลงชนิดพิเศษที่ได้ออกแบบไว้เพื่อความปลอดภัย เช่น เครื่องโกนหนวด, โทรศัพท์ เป็นต้น

- เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีเครื่องหมาย   แสดงว่าต้องมีสายดิน โดยมักจะแสดงไว้ในตำแหน่งหรือจุดที่จะต้องต่อสายดิน
 - สีของสายไฟฟ้าเส้นที่แสดงว่าเป็นสายดิน คือ สีเขียว หรือ สีเขียวสลับเหลือง


2008/Oct/07

การกู้ชีวิต ( Cardiopulmonary resuscitation : CPR )

วิทยากรผู้ที่มาให้ความรู้แก่ นักศึกษาคณะวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์และโทรคมนาคม

ได้แก่ คณะอาจารย์จากคณะพยาบาลศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

อุกกรณ์ที่วิทยากรได้นำมาให้ทดลองกู้ชีวิต ในครั้งนี้คือ

การกู้ชีวิตให้ได้ผลดีต้องปฏิบัติดังนี้

            1. เป็นขั้นตอนตามลำดับ

            2. รักษาเวลาในการทำ

            3. ปฏิบัติด้วยเทคนิคที่ถูกต้อง

                  ลำดับการปฏิบัติการกู้ชีวิตขั้นมูลฐาน (Basic Life Support : BLS) มี 3 ขั้นตอน หลัก ABC

                         A = Airway ขั้นที่ 1เปิดทางเดินหายใจให้โล่ง กดหน้าผากลง ดึงคางขึ้น

                         B = Breathing ขั้นที่ 2 ประเมินว่าหายใจหรือไม่ ดูลมหายใจว่ามากระทบที่แก้ม

                         C = Circulation ขั้นที่ 3 เป่าลมเข้าปาก 2 ครั้ง นวดหัวใจ 30 ครั้ง

 

การกู้ชีวิต ผู้ใหญ่

               ในการช่วยเหลือชีวิตคนอย่างรวดเร็ว เรามีเวลาแค่ 4 นาทีเท่านั้นที่สามารถช่วยเหลือชีวิตคน ให้กลับมามีชีวิตได้อย่างปกติ เพราะฉะนั้นเวลาทุกวินาทีมีค่าในการช่วยเหลือชีวิตคน เพราะฉะนั้นอย่างแรกเราควรจะมีสติก่อน เรามาดูขั้นตอนแรกกันเลยดีกว่า

1. ตรวจดูว่าบุคคลนั้นรู้สึกตัวหรือไม่โดยการเขย่าตัวเบาๆ พร้อมเรียกชื่อ (2-3 วินาที)

2. ถ้าไม่รู้สึกตัวเรียกให้คนช่วยโทร 1669 หาหน่วยช่วยชีวิต ในขั้นตอนนี้ห้ามตกใจ ต้องมีสติ (2 วินาที)

3. จัดผู้หมดสตินอนหงายราบบนพื้นแข็ง และปลดเสื้อผ้าให้ผู้หมดสติไม่อึดอัด (3-4 วินาที)

4. เปิดทางเดินหายใจ ตรวจการหายใจ ให้ขยับเขยื้อนผู้หมดสติให้น้อยที่สุด เพราะเราไม่ทราบว่าผู้ป่วยได้รับบาดเจ็บแค่ไหน อาจจะกระดูกหัก เราจะทำการเปิดทางเดินหายใจโดย ดันปลายคางขึ้นและกดหน้าผากลง

5. ถ้าผู้หมดสติไม่หายใจ ให้เป่าลมเข้าทางปากหรือทางจมูก 2 ครั้ง (ก่อนจะผายปอดควรที่มีผ้าบางๆก่อนที่เราจะผายปอด เพื่อความปลอดภัยของผู้ช่วยเหลือ)

6. หาตำแหน่งที่จะนวดหัวใจ บนกระดูกอก ระดับราวนม ประมาณครึ่งล่างของกระดูกอก กดนวดหัวใจให้แรงพอดีเป็นจังหวะสม่ำเสมอ

        - เด็กแรกเกิด 1 ปี กดด้วยนิ้ว 2- 3 นิ้วมือให้ยุบลง 0.5 - 1 นิ้วฟุต

        - 1 - 8 ปี กดด้วยสันมือข้างเดียวให้ยุบลง 1 - 1.5 นิ้วฟุต

        - 8 ปีขึ้นไป กดด้วยส้นมือสองข้างซ้อนกันให้ยุบลง 1.5 - 2 นิ้วฟุต

7. ผายปอดต่อจากนวดหัวใจทันทีเริ่มต้นเป่าลมเข้าปาก/จมูก 2 ครั้ง แล้วนวดหัวใจ 30 ครั้ง ในอัตรา 30 : 2 โดยนับ 1 2 3 ถึง 30 แล้ว ผายปอด 2 ครั้ง

8. ประเมินผลโดยการหายใจ หลังจากปฏิบัติได้ 5 รอบประมาณ 2 นาที ถ้ามี 2 คนให้ผลัดกันผายปอดและนวดหัวใจ คนละ 5 รอบ

9. ถ้าฟื้นให้นำส่งโรงพยาบาล ถ้าไม่ฟื้นให้ทำต่อไปจนกว่าหน่วยช่วยชีวิตจะมา

- สังเกตที่ไฟ แสดงว่า นวดหัวใจได้ถูกวิธี

วิทยากรทำการสาธิตกับหุ่น

นักศึกษาทำการลงมือปฏิบัติจริงกับหุ่น

 

การกู้ชีวิตเด็ก

1. ตรวจลมหายใจของเด็ก

2. ผายปอด และนวดหัวใจโดยใช้แค่ 2 นิ้ว

3. สังเกตที่ไฟสีเขียวแสดงว่าทำได้อย่างถูกต้อง

นักศึกษาลงมือลองปฏิบัติจริงกับหุ่น

 

2008/Oct/07

เครื่องตัดไฟรั่ว คืออะไรและมีประโยชน์อย่างไร เครื่องตัดไฟรั่วหรือที่รู้จักกันว่า "เครื่องกันไฟดูด" นั้น คือเครื่องตัดไฟฟ้าอัตโนมัติที่ทำหน้าที่ตัดไฟเมื่อมีกระแสไฟฟ้าบางส่วนรั่วหายไปคือไมไหลกลับไปตามสายไฟฟ้า แต่มีไฟรั่วลงไปในดินโดยผ่านร่างกายมนุษย์ หรือผ่านฉนวนของอุปกรณ์ไฟฟ้า ประโยชน์ของเครื่องตัดไฟรั่ว

  • ป้องกันอันตรายจากไฟดูด (ตัดไฟรั่วที่ไหลผ่านร่างกาย)
  • ป้องกันอัคคีภัย (ตัดไฟรั่วที่ไหลลงดินที่อุปกรณไฟฟ้าหรือสายไฟฟ้าในกรณีที่เครื่องป้องกันกระแสเกิน เช่น ฟิวส์หรือเบรกเกอร์ไม่ทำงานหรือทำงานช้าเเนื่องจากปริมาณกระแสไฟรั่วมีค่าต่ำแต่อาจทำให้เกิดอัคคีภัยได้)

ประเภทของเครื่องตัดไฟรั่ว เครื่องตัดไฟรั่วจะมีอยู่หลายประเภท ในที่นี้ขอแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ เครื่องตัดไฟรั่วที่ตัดกระแสลัดวงจรได้ (RCBO) สามารถใช้ตัดได้ทั้งไฟรั่วและกระแสลัดวงจร เครื่องตัดไฟรั่ว ที่ไม่สามารถตัดกระแสลัดวงจร (RCCB) จึงต้องใช้ร่วมกับฟิวส์หรือเบรกเกอร์ด้วยทุกครั้ง

เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีสายดินต้องใช้ปลั๊กไฟที่มี 3 ขาเท่านั้นหรือ ไม่จำเป็นต้องใช้ปลั๊กไฟ 3 ขา ปลั๊กไฟที่มี สายดินของเครื่องใช้ไฟฟ้าส่วนใหญ่ในท้องตลาดจะมีเพียง 2 ขา โดยมีขั้วสายดิน 2 แถบ อยู่ด้านข้างของตัวปลั๊ก ดังนั้นการติดตั้งเต้ารับที่มี 3 รู จึงไม่เกิดประโยชน์ในการต่อลงดิน และยังมีการส่งเสริมให้มีการผลิตและใช้อุปกรณ์ ที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานสากลอีกด้วย

เครื่องตัดไฟรั่วกับสายดินอย่างไหนจะดีกว่ากัน

  • สายดินเป็นความจำเป็นอันดับแรกที่ผู้ใช้ไฟฟ้าจะต้องมีสำหรับป้องกันไฟฟ้าดูดเพื่อให้กระแฟฟ้าไหลลงสายดิน ได้โดยสะดวกโดยไม่ผ่านร่างกาย(ไฟไม่ดูด) และทำให้เครื่องตัดไฟอัตโนมัติตัดไฟออกได้ทันที
  • เครื่องตัดไฟรั่ว เมื่อใช้กับระบบไฟที่มีสายดินจะเป็นมาตรการเสริมความปลอดภัยอีกชั้นหนึ่งเพื่อให้มีการ ตัดไฟรั่วก่อนที่จะเป็นอันตรายกับระบบไฟฟ้า(ไฟไหม้) หรือกับมนุษย์(ไฟดูด)
  • เครื่องตัดไฟรั่วในระบบไฟที่ไม่มีสายดิน เครื่องตัดไฟรั่วจะทำงานก็ต่อเมื่อมีไฟรั่วไหลผ่านร่างกายแล้ว (ต้องถูกไฟดูดก่อน) ดังนั้นความปลอดภัยจึงขึ้นอยู่กับความไวในการตัดกระแสไฟฟ้า
  • ระบบไฟฟ้าที่ดีจึงควรมีทั้งระบบสายดินและเครื่องตัดไฟรั่ว เพื่อเสริมการทำงานซึ่งกันและกันให้เกิดความ ปลอดภัยทั้งจากอัคคีภัยและการถูกไฟฟ้าดูด

เครื่องตัดไฟรั่วที่ใช้ป้องกันไฟดูดต้องมีคุณสมบัติและการใช้งานอย่างไร

  • พิกัดขนาดกระแสไฟฟ้ารั่วต้องไม่เกิน 30 mA และตัดไฟได้ภายในระยะเวลา 0.04 วินาที เมื่อมีไฟรั่วขนาด 5เท่าของพิกัด (=150mA)
  • ควรติดตั้งใช้งานเฉพาะจุด เช่น วงจรเต้ารับในห้องครัว , ห้องน้ำ , น้ำ , ห้องเด็กๆ หรือวงจรเต้ารับ/สายไฟ ที่ต่อไปใช้งานนอกอาคารทั้งชั่วคราวและถาวร
  • ถ้าจะติดตั้งรวมที่เมนสวิตช์จะต้องแยกวงจรที่มีค่าไฟรั่วตามธรรมชาติมากออกไป เช่น อุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่า , เครื่องปรับอากาศ , อุปกรณ์ที่มีโอกาสเปียกชื้น
  • เมื่อต้องการให้เครื่องตัดไฟรั่วสามารถป้องกันรวมทุกวงจรที่เมนสวิตช์ (ใช้ได้เฉพาะระบบที่มีสายดิน เป็นมาตรการเสริมป้องกันอัคคีภัยและไฟฟ้าดูด) ให้ใช้ขนาดตั้งแต่ 100 mA. เป็นต้นไป โดยอาจเป็น 300 mA หรือ 500 mA ก็ได้ ขึ้นอยู่กับปริมาณของกระแสไฟรั่วตามธรรมชาติ สำหรับขนาด 30 mA นั้น ก็ยังคงใช้ร่วมกันในวงจรย่อยซึ่งอาจ ใช้หลายตัวก็ได้ และหากมีปัญหาการทำงานพร้อมกันให้เลือกชนิดที่มี การหน่วงเวลา (Type S) สำหรับเครื่องตัดไฟรั่วที่เมนสวิตช์

เราจะรู้ได้อย่างไรว่าเครื่องตัดไฟรั่วที่มีอยู่ปลอดภัย เราสามารถตรวจสอบการทำงานของเครื่องตัดไฟรั่ว ได้ด้วย เครื่องตรวจสอบการทำงานของเครื่องตัดไฟรั่ว การกดปุ่มทดสอบเป็นประจำเป็นเพียงการบอกว่า การรับ สัญญาณและกลไกสามารถทำงานได้เท่านั้นอย่างไรก็ตามความปลอดภัยยังขึ้นอยู่กับการติดตั้งว่าถูกต้องหรือไม่ด้วย

ระบบปัจจุบัน
ข้อแนะนำเพื่อความปลอดภัย
ถ้าไม่มีระบบสายดินหรือเครื่องตัดไฟรั่ว
ต้องมีระบบสายดิน
ถ้ามีเครื่องตัดไฟรั่ว
ต้องมีระบบสายดิน
ถ้ามีระบบสายดิน
ควรมีเครื่องตัดไฟรั่ว

 

edit @ 7 Oct 2008 03:45:17 by Electrical Systems AnD Safety

2008/Oct/07

1. ใช้หลอดฟลูออเรสเซนต์ แทนหลอดไส้ หลอดฟลูออเรสเซนต์หรือหลอดนีออน จะให้ความสว่างกว่าหลอดไส้ประมาณ 4-5 เท่าหากใช้ปริมาณไฟฟ้าเท่ากันเลยนะคะ อายุการใช้งานก็นานกว่าประมาณ 7 เท่าอีกด้วย 

                                                                 

2. หลอดฟลูออเรสเซนต์ชนิดพิเศษ (หลอดซุปเปอร์) กินไฟเท่ากับหลอดผอม แต่ให้กำลังส่องสว่างมากกว่า ทำให้สามารถลดจำนวนหลอดที่ใช้งานลงได้

3. หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ คือ หลอดตะเกียบ หรือ หลอดฟลูออเรสเซนต์ขนาดเล็กที่ได้รับการพัฒนาเพื่อให้เกิดการประหยัดพลังงาน มีอายุใช้งานมากกว่าหลอดไส้ 8-10 เท่า และใช้ไฟน้อยกว่าหลอดไส้ประมาณ 20-25%แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพการติดตั้ง เช่น การระบายความร้อน และแรงดันด้วย มี 2 ประเภท คือ

     3.1 หลอดคอมแพคบัลลาสต์ภายใน หรือหลอดประหยัดไฟ มีบัลลาสต์และสตาร์ทเตอร์รวมอยู่ภายในหลอด สามารถนำไปใช้แทนหลอดไส้ชนิดหลอดเกลียวได้ทันทีโดยไม่ต้องเพิ่มอุปกรณ์ใด ๆ มีอยู่หลายขนาด คือ 9 W, 11W, 13 W, 15 W, 18 W, 20 W ตัวอย่างเปรียบเทียบกับหลอดไส้

     3.2 หลอดคอมแพคบัลลาสต์ภายนอก หลักการใช้งานเช่นเดียวกับหลอดคอมแพคบัลลาสต์ภายใน แต่หลอดคอมแพคบัลลาสต์ภายนอกสามารถเปลี่ยนหลอดได้ง่ายเมื่อหลอดชำรุด ตัวหลอดมีลักษณะงอโค้งเป็นรูปตัวยู (U) ภายในขั้วของหลอดจะมีสตาร์ทเตอร์อยู่ภายใน และมีบัลลาสต์อยู่ภายนอกมีหลายขนาด

ก็ได้รู้จักชนิดของหลอดไฟกันไปแล้วนะคะ เราก็ควรจะเลือกใช้ให้เหมาะสม ถูกต้องด้วย และต่อไปนี้ก็เป็นข้อปฎิบัติเพื่อการประหยัดไฟฟ้าแสงสว่าง หรือหลอดไฟค่ะ

1.ปิดสวิตซ์ไฟ เมื่อไม่ใช้งาน
2.ในบริเวณที่ไม่จำเป็นต้องใช้แสงสว่างมากนัก เช่น เฉลียง ทางเดิน ห้องน้ำ ควรใช้หลอดที่มีวัตต์ต่ำ โดยอาจใช้หลอดคอมแพคบัลลาสต์ภายใน เนื่องจากมีประสิทธิภาพการให้แสง ลูเมน/วัตต์ (Im/W) สูงกว่าหลอดไส้ และดีกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์ขนาดไม่เกิน 18 W ด้วย
          สำหรับบริเวณที่ต้องการแสงสว่างปกตินั้น หลอดผอมขนาด 36 W จะมีประสิทธิภาพการให้แสง (ลูเมน/วัตต์) สูงกว่าหลอดคอมแพคบัลลาสต์ภายในทั่วๆ ไปไม่ต่ำกว่า 10% และยิ่งจะมีประสิทธิภาพการให้แสงมากขึ้นถ้าเป็นหลอดผอมชนิดซุปเปอร์และใช้บัลลาสต์ประหยัดไฟร่วมด้วย ดังนั้นจำนวนหลอดไฟที่ใช้และการกินไฟของหลอดผอมก็จะน้อยกว่าหลอดประหยัดไฟ
3.หมั่นทำความสะอาด ขั้วหลอด และตัวหลอดไฟ รวมทั้งโคมไฟและโป๊ะไฟต่าง ๆ
4.ผนังห้องหรือเฟอร์นิเจอร์อย่าใช้สีคล้ำ ๆ ทึบ ๆ เพราะสีพวกนี้จะดูดแสง ทำให้ห้องดูมืดกว่าห้องที่ทาสีอ่อน ๆ เช่น สีขาว หรือสีขาวนวล
5.เลือกใช้โคมไฟฟ้าประสิทธิภาพสูงซึ่งมีแผ่นสะท้อนแสงทำด้วยอะลูมิเนียมเคลือบโลหะเงิน จะสามารถลดจำนวนหลอดไฟลงได้ โดยแสงสว่างยังคงเท่าเดิม
6.เลือกใช้ไฟตั้งโต๊ะ ในบริเวณที่ต้องการแสงสว่างเฉพาะแห่ง เช่น อ่านหนังสือ
7.ให้ใช้บัลลาสต์ประหยัดไฟฟ้าควบคู่กับหลอดฟลูออเรสเซนต์ โดยบัลลาสต์ประหยัดไฟ มี 2 แบบ คือ
     7.1 แบบแกนเหล็กประหยัดไฟฟ้า (LOW – LOSS MAGNETIC BALLAST)
     7.2 แบบอิเล็กทรอนิกส์ ( ELECTRONIC BALLAST)
8. ในการเลือกซื้อหลอดไฟ โดยเฉพาะหลอดฟลูออเรสเซนต์นั้น ให้สังเกตปริมาณการส่องสว่าง (ลูเมน หรือ Im) ที่กล่องด้วย เนื่องจากในแต่ละรุ่นจะมีค่าลูเมนไม่เท่ากัน ส่งผลให้มีราคาแตกต่างกัน เช่น หลอดผอม 36 หรือ 40 วัตต์จะให้แสงประมาณ 2,000-2,600 ลูเมน หลอดชนิดซุปเปอร์จะให้แสง 3,300 ลูเมน หลอดประหยัดไฟขนาด 11 วัตต์ (หลอดคอมแพคขนาด 11 วัตต์ หรือหลอดตะเกียบ) จะให้แสงประมาณ 500-600 ลูเมน เป็นต้น นอกจากนี้จะต้องคำนึงถึงการกินไฟภายในบัลลาสต์ด้วย ซึ่งบัลลาสต์แกนเหล็กธรรมดาจะกินไฟมาก ส่วนบัลลาสต์อิเล็กทรอนิกส์จะกินไฟน้อยมาก
ประโยชน์ของบัลลาสต์ประหยัดไฟฟ้า
- บัลลาสต์ธรรมดากินไฟ ประมาณ 10-12 วัตต์ บัลลาสต์ประหยัดไฟกินไฟประมาณ 3-6 วัตต์
- บัลลาสต์ธรรมดามีประสิทธิผลการส่องสว่าง 95–110% บัลลาสต์ประหยัดไฟมีค่าประสิทธิผลการส่องสว่าง 95–
150%
- การใช้บัลลาสต์ประหยัดไฟช่วยให้เกิดความปลอดภัยเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากมีอุณหภูมิขณะทำงานไม่เกิน 75 องศาเซล
เซียส ในขณะที่บัลลาสต์ธรรมดามีความร้อนจากขดลวดและแกนเหล็กถึง 110 – 120 องศาเซลเซียส
- บัลลาสต์ประหยัดไฟมีอายุการใช้งานมากกว่าแบบธรรมดา 1 เท่าตัว แม้ราคาจะสูงกว่าบัลลาสต์แบบธรรมดา

2008/Oct/07

IC

        ไอซี กำเนิดขึ้นโดย Geoffrey W.A. Dummer นักวิทยาศาสตร์เรดาร์จากอังกฤษต่อมาได้ย้ายไปทำการค้นคว้าต่อที่สหรัฐอเมริกา โดยสามารถสร้างไอซีจากเซรามิกส์ตัวแรกได้ในปี ค.ศ.1956 แต่ยังไม่ประสบผลสำเร็จนัก ต่อมาในปี ค.ศ.1957 กองทัพสหรัฐอเมริกานำโดย Jack Kilby ได้ทำการค้นคว้าทดลองต่อ ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1959 Kilby ได้จดสิทธิบัตรไอซีที่ทำจากเจอร์มาเนียม และในพัฒนาการสุดท้ายของไอซี Robert Noyce ได้จดสิทธิบัตร ไอซีที่ทำจากซิลิคอน ในวันที่ 25 เมษายน ค.ศ.1961

ประเภทของไอซีแบ่งตามจำนวนเกท

จำนวนของเกทต่อไอซีจะกำหนดประเภทของไอซี(IC) 1 เกท เท่ากับ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ 1 ชิ้น

- ขนาด SSI (Small Scale Integration) จะมีตั้งแต่ 1 ถึง 10 เกท

- ขนาด MSI (medium scale integration) จะมีตั้งแต่ 10 ถึง 100 เกท

- ขนาด LSI (large scale integration) จะมีตั้งแต่ 100 ถึง 10,000 เกท

- ขนาด VLSI (Very large scale integration ) จะมีตั้งแต่ 100,000 ถึง 10,000,000 เกท

- ขนาด ULSI (Ultra-Large Scale Integration) จะมีตั้งแต่ 1,000,000 เกทขึ้นไป

  • ส่วนมากใช้เรียกไอซีที่มีจำนวนเกทสูงมากในประเทศญี่ปุ่น

 

http://www.semiconfareast.com

คอมมอนส์ มีภาพและสื่ออื่นๆ เกี่ยวกับ:
วงจรรวม

2008/Oct/07

2008/Oct/07

 ตู้โหลดเซ็นเตอร์ บริเวณโรงยิ้ม ทางขึ้นบันไดวนเป็นโรงอาหาร

 

 คำนวณ Load center

BC แต่ละอัน  32 A

สีแดง 32+32+32+32 = 128 A

สีเหลือง 32+32+32+32 = 128 A

สีน้ำเงิน 32+32+32 =  96 A